วัดไผ่ล้อมจังหวัดนครปฐม ยินดีต้อนรับ - ท่องแดนธรรมวัดไผ่ล้อม สักการะสิ่งศักดิ์ ตั้งจิตอธิฐาน กราบสังขารหลวงพ่อพูล ณ วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม    

ประวัติ

วัดไผ่ล้อม

ตำบลพระปฐมเจดีย์   อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม

 

 

ตามตำนานเมื่อปีพุทธศักราช 1247
          สมัยไทยทวาลาว วัดไผ่ล้อม นครปฐม ที่มาอยู่วัดเพชรพลี (พ.ศ.1200 - 1300 แผ่น 721 หน้า 1 ปรากฏชื่อ ไทยทวาลาวที่จารึกไว้ชัดเจน
                    - ไทย เมือง ฟ้า คลอง
                    - กรุง นคร ไทย ทวา ลาว
                    - เมื่อ พุทธ กาล ปี
                    - 1234 เมีย ขุน
                    - (หญิง) ใหญ่ ชื่อ ฟ้า ผกาย ดาว
                    - เมีย กลาง ชื่อ สี มิ่ง เมือง
                    - เมีย น้อย (ชื่อ) ฟ้าฉายแสง

หมายเหตุ คัดมาจากหนังสือพุทธสาสนสุวัณภูมิปกรณ ราชบุรีวัตถุกถา ตำนาน เมืองขุนไทย (ฉบับพิมพ์เพิ่มเติม) ในงานที่ระลึก ตามประกาศให้ร่วม กระทำเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ 2325 – 2525 (ครบ 200 ปี)

รวบรวมโดย พระธรรมวงศ์เวที (อ่ำ ธมมฺทตฺโต)

          ไทยเมืองฟ้า ครองกรุงนครไทยทวาลาว เมื่อพุทธกาลปี 1247 เมียขุน (หญิง) ใหญ่ชื่อ ฟ้าผกายดาว เมียกลางชื่อสีมิ่งเมือง เมียน้อย (ชื่อ) ฟ้าฉายแสง (721/1) ฟ้าผกายดาวมีชายชื่อ ฟ้าก่องเดือน เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปี 1226 สีมิ่งเมืองมีญิงหายปีนี้ ฟ้าฉายแสงมีญิงเดือน 5 ขึ้น 14 ค่ำ ปี 1227 ชื่อแสงเสริมสี สีมิ่งเมือง มีชายชื่อ ฟ้าเมืองทอง (721/2)
          แผ่น 711 หน้า 1 นี้ มีชื่อวัดไผ่ล้อม ชัดเจนบันทึก
          สุดท้าย เอามาเรียงเข้าตรงนี้ เพื่อยืนยันชื่อวัดไผ่ล้อม เฉพาะปีหลังแผ่นต่อไป
                    - แม่ ไท มิ่ง เมือง
                    - พ่อ ไทย เมือง ฟ้า
                    - เผา ที่ ฝั่ง แม่ น้ำ แม่
                    - ไทย ลว้า ใน เมื่อ
                    - เพน (แล้ว) มื้อ บ่าย
                    - เรือน ยอด ที่ ไผ่ ล้อม
                    - แล้ว สร้าง วัด (มี) อุโบสถ
                    - ชื่ (อ) วัด ไผ่ ล้อม ปี 1247

          แม่ไทมิ่งเมือง พ่อไทยเมืองฟ้า เผาที่ฝั่งแม่น้ำแม่ไทย ลว้าในเมื่อเพนแล้ว มื้อบ่าย เรือนยอดที่ไผ่ล้อม แล้วส้างวัด(มี) อุโบสถ ชื่(อ) วัดไผ่ล้อม ปี 1247 (722/1) ขุนพ่อไทยเมืองฟ้า ขุนแม่ไทมิ่งเมือง ทั้งคู่แลผีห่าเข้ากินตาย เดือน 6 แรม 12 ค่ำ ปี 1245 ฝั่งป่าไม้ไผ่ พอปี ขุดผีขึ้นเผาเพื่อไปเกิด ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ขุนเถิงหลาย พระเถรเทพมุนีช่วยเผาแล้วสร้างอารามสงฆ์ อุทิศชื่อวัดไผ่ล้อม ปี 1247 ทำนิมิตสีมาขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 (722/1)

          ฟ้าก่องเดือน คลองกรุงไทยทวาลาว เดือน 6 แรม 15  (ค่ำ) ปี 1245 เมียชื่อเรืองแสงทอง เมียกลางชื่ออิ่มลออ เมียน้อย ชื่อเดือนฉายฟ้า (794/1) เรืองแสงทองมีชาย ปี1247 เดือน 6 ขึ้น7 (ค่ำ) ชื่อ แจ่มฟ้าเมือง เดือนฉายฟ้ามีหาย อิ่มลออ (มี) ชื่อ จอมเมืองฟ้า ปีนี้ เดือน 10 ขึ้น 5 ค่ำ(794/2)

          1. เดิมชื่อฟ้าผกายดาว ที่ตั้งชื่อใหม่ว่า ไทมิ่งเมืองนั้น ไม่ได้พบแผ่นสถาปนา และแผ่นนี้ฟ้าก่องเดือนเขียนในภายหลัง

          2. วัดไผ่ล้อม ซึ่งเป็นที่ปรากฏในจารึก และมีแผ่นกเบื้องจารอยู่ เวลานี้อยู่ใกล้ๆองค์พระปฐมเจดีย์ ในที่นี้ยังว่าฝั่งแม่น้ำไทยลว้าลำมาบ บริเวณนั้นเดิมคงลึกมีน้ำขึ้นลงได้ตลอดปี จึงเรียกกันว่าแม่น้ำไทยลว้า ที่มีชื่อยืนยันก็มีบางหว้าใหญ่-น้อย ว่าเดิมเรียกบางว้าก่อน แต่ก็อยู่ไกลลงไป และริมฝั่งแม่น้ำนครไชยสีห์ อาจเรียกแม่น้ำว้า และตอนลำมาบนี้ เมื่อเป็นแม่น้ำคงเป็นแควอ้อมมาจดริมวัดก็ได้

 

 

ประวัติวัดไผ่ล้อม

ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

          วัดไผ่ล้อม เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 2    ถนน เทศา ตำบลพระปฐมเจดีย์     อำเภอเมือง   จังหวัดนครปฐม   มีเนื้อที่ 13 ไร่ – งาน 84 ตารางวา ตามหนังสือโฉนดเลขที่ 7026 มีอาณาเขตดังนี้ คือ

ทิศเหนือ จรด ศาลจังหวัดนครปฐม
ทิศใต้ จรด โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์)
ทิศตะวันออก จรด โฉนดที่ดิน เลขที่ 7027
ทิศตะวันตก จรด ถนนสาธารณะของเทศบาลเมืองนครปฐม

 

ความเป็นมาเดิม

          วัดไผ่ล้อม เดิม สร้างขึ้นประมาณในสมัยรัชกาลที่4 สันนิษฐานกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ได้เกณฑ์ชาวมอญที่อยู่ใต้โพธิสมภาร มาช่วยกันบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์และชาวมอญเหล่านี้ได้มาพักอาศัยอยู่ ณ บริเวณสวนป่าไผ่ ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ ห่างกันประมาณ 500 เมตรในกาลต่อมา ดงไผ่ที่ขึ้นหนาทึบและที่อยู่อาศัยร้างผู้คน เป็นที่สงบร่มเย็น พระภิกษุผู้แสวงหาธรรมมาพบ จึงได้ปลักกลดลดบริขารลง บำเพ็ญสมณธรรม และก็จากไปเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ชาวบ้านละแวกนั้นจึงได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดพระปฐมเจดีย์ มาอยู่จำพรรษาปกครองสำนักสงฆ์แห่งนี้ ยังมีชาวไทยเชื้อสายมอญ อาศัยอยู่ในถิ่นนี้หลงเหลืออยู่ จึงสันนิฐานกันว่า วัดไผ่ล้อม ชาวรามัญน่าจะเป็นผู้สร้างขึ้น

          กาลต่อมา พระภิกษุที่อยู่พรรษา ได้ก่อสร้างเสนาสนะ และมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น ต้นไผ่ที่เคยขึ้นหนาทึบ ได้ถูกชาวบ้าน หักร้าง ถางฟันจนหมด เพื่อไปทำที่อยู่อาศัย จนหาต้นไผ่ที่หลงเหลืออยู่ น้อยมากจะมีอยู่บ้างก็ในบริเวณวัดเท่านั้น คงเหลือไว้แต่ชื่อวัดไผ่ล้อม จนวัดไผ่ล้อมร้างเจ้าอาวาสอยู่นาน ทางการคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้ง พระอาจารย์พูล หรือหลวงพ่อพูล (ปัจจุบัน พระมงคลสิทธิการ) ขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่วัดพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม อุปสมบทได้ 10พรรษา เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ เป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เมื่อ พ.ศ. 2490  ในขณะนั้นวัดไผ่ล้อม ยังไม่มีอุโบสถไว้ประกอบสังฆกรรม  จึงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งมีพระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาโดยทั่วไป ร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้น จนแล้วเสร็จ พระมงคลสิทธิการ หรือหลวงพ่อพูล ได้ดำเนินการสร้างเสนาสนะให้วัดไผ่ล้อม มีความเจริญทางถาวรวัตถุอย่างมากหลายประการ อาทิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนพระปริยัติธรรม  ศาลาฌาปนสถาน ศาลาปฏิบัติธรรม หอระฆัง กุฏิสงฆ์ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม จนมาถึงในยุคปัจจุบัน

 

 

ประวัติเสนาสนะถาวรวัตถุวัดไผ่ล้อม

1. อุโบสถ (หลังเดิม)
          มีลักษณะรูปทรงเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตีฝ้า เพดานทำด้วยไม้ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2492 ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา ครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2490 มีขนาด กว้าง 12 เมตร ยาว 32 เมตร

          พ.ศ. 2538 ได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งหลัง ช่อฟ้า-ใบระกาโดยทาสีใหม่หมดและปูพื้นด้วยหินแกรนิต ปัจจุบันเป็นวิหารบูรพาจารย์

 

2. อุโบสถเฉลิมพระเกียรติ
          ด้วยอุโบสถหลังเก่าวัดไผ่ล้อม ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490   ได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา       ประกอบกับมีขนาดเล็ก ไม่เหมาะสมกับจำนวนพระเณรที่จำพรรษา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยเพิ่มขึ้นทุกปี พระมงคลสิทธิการ(หลวงพ่อพูล) จึงได้นำศรัทธาสาธุชน ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เนื่องในวโรกาสครองราชสมบัติครบ 50 ปี    

          โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่  25 มิถุนายน  พ.ศ. 2539  ขนาดความกว้าง  9  เมตร  ความยาว  21 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น คอนกรีตเสริมเหล็ก  พื้นปูหินอ่อน บานประตู – หน้าต่างไม้สักแกะสลัก 3 ชั้น ประวัติพระเจ้า 10 ชาติ ส่วนผนังด้านในเป็นภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับพุทธประวัติและผนังด้านนอกเป็นลายปูนปั้นรูปเทพทรงพระขรรค์ กำแพงแก้ว ประดับด้วยเสาหงส์คาบไฟ และลูกแก้วองค์พระปฐมเจดีย์ ปูพื้นหินแกรนิต ซุ้มเสมา ศิลปะอยุธยา ซุ้มประตู 4 ทิศ ปั้นเทพประจำทิศทั้งแปด พร้อมปูนปั้นเป็นท้าวเวสสุวรรณ  8 องค์  รักษาอุโบสถทั้ง 4 ด้านแปดทิศ และได้รับพระบรมราชานุญาต ให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530 และตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ตามหนังสือสำนักพระราชวัง ที่ รล.0003/10133 ลงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2541 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสี มาตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไปเล่ม 117  ตอนที่ 94  ลงวันที่ 25  พฤศจิกายน  พ.ศ.2543  ขนาดความกว้าง 21 เมตร  ความยาว 38 เมตร

          เมื่อวันที่ 4  มิถุนายน พ.ศ. 2545   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เสด็จพระราชดำเนินตัดหวายลูกนิมิต และประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เป็นที่ประกอบสังฆกรรมของสงฆ์ สืบไป

 

 

3. ศาลาการเปรียญ (ปุริมานุสรณ์)
          ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2534   มีลักษณะรูปทรงเป็น ทรงไทยประยุกต์ โครงสร้างส่วนใหญ่ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น มีขนาดกว้าง 16 เมตรยาว 32 เมตร
          พ.ศ. 2543 ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซม เปลี่ยนหลังคาบางส่วน ทาสีภายนอกและภายใน และติดตั้งระบบไฟฟ้า
          พ.ศ. 2551 ได้ดำเนินการสร้างโครงเหล็กพร้อมมุงหลังคาเมทัลชีส ต่อเติมจากด้านหลังศาลา
          พ.ศ. 2552 ได้ดำเนินการตบแต่งภายในศาลา  และติดตั้งเครื่องปรับอากาศ  
          พ.ศ. 2553 ได้ดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุง  เปลี่ยนวงกบประตู-หน้าต่างเป็นอลูมิเนียม - กระจก  วอล์เปเปอร์ ผ้าม่าน  และทาสีใหม่
          พ.ศ. 2554 ได้ดำเนินการสร้างโครงเหล็กพร้อมมุงหลังคาเมทัลชีส ปูกระเบื้อง กั้นผนัง ต่อเติมจากด้านหน้าศาลา 

 

4. ฌาปสถาน
          เป็นลักษณะทรงไทยประยุกต์ ชั้นเดียว มีศาลาการบำเพ็ญกุศลอยู่ในที่เดียวกันโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก วัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง เพื่อพุทธศาสนิกชนได้นำผู้เสียชีวิตมาบำเพ็ญกุศล มีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ก่อสร้างเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2526 และที่ผ่านมาได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

          พ.ศ. 2547-2548 พระมงคลสิทธิการ(หลวงพ่อพูล) ได้มีดำริมอบหมายให้พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ดำเนินการสร้างฌาปนสถานหลังใหม่ เป็นแบบปลอดมลพิษ พร้อมศาลาบำเพ็ญกุศล 4 หลัง แล้วเสร็จสมบูรณ์จวบจนทุกวันนี้

 

5.โรงเรียนพระปริยัติธรรม
          เป็นลักษณะทรงไทยประยุกต์ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น กว้าง 16 เมตร ยาว 32 เมตรวัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง เพื่อให้พระภิกษุสามเณรที่อยู่จำพรรษา ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี โท เอก และไว้สำหรับอบรมจริยธรรมแก่นักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาต่าง ๆ และได้เปิดสอนธรรมศึกษาชั้นตรี  โท เอก  ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2536
          พ.ศ. 2549  ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมทั้งหลัง ติดลาย-กระจก-ทาสี
          พ.ศ. 2553 ได้ดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุง ศาลาโรงเรียนพระปริยัติธรรม เปลี่ยนวงกบประตู-หน้าต่างเป็นอลูมิเนียม - กระจก ผ้าม่าน และทาสีใหม่

 

6. หอระฆัง
          เป็นลักษณะทรงไทยประยุกต์ สูง 3 ชั้น มีหอกลอง หอระฆัง อยู่ในที่เดียวกัน    อยู่ด้านหน้ากุฏิเจ้าอาวาส เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520

          พ.ศ. 2544 ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมหอระฆังปิดลวดลายทั้งหลัง และทาสีทอง โดยอนุรักษ์แบบโบราณ จำนวน 1 หลัง และพ.ศ. 2550 ได้ทำการเคลื่อนย้าย และบูรณซ่อมแซมหอระฆัง


7. ฌาปนสถานปลอดมลพิษและศาลาบำเพ็ญกุศล
          ลักษณะทรงไทย คอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมเตาเผาปลอดมลพิษ จำนวน 1 เตา ประดับตกแต่งลวดลาย ไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องเสียง 1 ชุด   และสร้างศาลาบำเพ็ญกุศล  ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาว 18 เมตร  ก่ออิฐถือปูน จำนวน 3 หลัง และสร้างศาลาพลับพลาบริเวณด้านหน้าฌาปนสถาน ลักษณะทรงไทยประยุกต์ 3 มุข ก่ออิฐถือปูน ประดับลายไทยประยุกต์ร่วมสมัย ขนาดความกว้าง 9 เมตร ขนาดความยาว 18 เมตร  พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องเสียง-อุปกรณ์ไฟฟ้า


8. สำนักงานกลางวัดไผ่ล้อม
          ลักษณะทรงไทย คอนกรีตเสริมเหล็ก  ก่ออิฐถือปูน  ขนาดความกว้าง 6 เมตร ขนาดความยาว 15 เมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้า ปูพื้นทั้งด้านในและรอบอาคารสำนักงาน


9. ห้องน้ำ-ห้องสุขา           
          ลักษณะทรงไทยประยุกต์   คอนกรีตเสริมเหล็ก  ก่ออิฐถือปูน      ขนาดกว้าง 6 เมตร  ขนาดความยาว 12 เมตร จำนวนห้องน้ำ-ห้องสุขา 18 ห้อง  พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์เครื่องสุขภัณฑ์อย่างดี ปรับภูมิทัศน์ บริเวณด้านหน้าสะอาดปราศจากเชื้อโรค      จนได้รับรางวัลห้องน้ำ-ห้องสุขายอดเยี่ยมระดับภาค


10. อาคารครุภัณฑ์
          ลักษณะทรงไทยประยุกต์  คอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน ขนาดความกว้าง 6 เมตร ขนาดความยาว 8 เมตร     ใช้เป็นที่เก็บเครื่องครุภัณฑ์ของวัด อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาบำเพ็ญกุศลในวัด


11. อาคารปฏิบัติธรรม
          ลักษณะทรงไทยประยุกต์  คอนกรีตเสริมเหล็ก  ก่ออิฐถือปูน ขนาดความกว้าง 8 เมตรขนาดความยาว 16 เมตรใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พุทธศาสนิกชน   ซึ่งดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม2550 พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เครื่องเสียงไฟฟ้า ระบบน้ำประปา พร้อมห้องน้ำ-ห้องสุขา อยู่ภายในอาคาร   มีเครื่องอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาปฏิบัติธรรมครบถ้วนสมบูรณ์

 

 

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัด

          วัดไผ่ล้อม ได้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบของวัดอยู่เสมอ    เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแก่พุทธศาสนิกชน และเยาวชน นักเรียนที่ได้กราบนมัสการขอพร  พระพุทธปฏิมากร และสรีระหลวงพ่อพุล อตฺตรกฺโข  อดีตเจ้าอาวาส  อยู่เป็นประจำ

ประวัติปูชนียวัตถุของวัด

1. พระพุทธรูปปางประทานอภัย
          หลวงพ่อพระพุทธ ปางประทานอภัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บุญวัดไผ่ล้อม คู่บารมีหลวงพ่อพูล อัตตะรักโข มาตั้งแต่โบราณ แรกเริ่มสร้างวัดขึ้น แต่ไม่มีใครสนใจ มีคนมากราบไหว้ขอพรตามปกติ โดยพระเดชพระคุณ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝนได้ดูแลเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นเมื่อมีศิษยานุศิษย์ญาติโยมประชาชนทั่วไปมาเห็นมากขึ้น นำไปเล่าปากต่อปาก พระเดชพระคุณหลวงพี่น้ำฝน จึงได้เชิญอาจารย์ จากกรมศิลปากร มาพิสูจน์ทำประวัติ เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการสืบไป

          โดยอาจารย์ณัฏฐภัทร จันทวิช ข้าราชการบำนาญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิพิธภัณฑ์ และโบราณคดี กรมศิลปากร ได้เดินทางมาที่วัดไผ่ล้อม ทำการพิสูจน์หลวงพ่อพระพุทธ ปางประทานอภัย ได้ข้อสรุปว่าเป็น พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยครองจีวรลายดอกพิกุล โลหะลงรักปิดทอง ขนาด  สูง  ๑๘๐ เซนติเมตร   สูงพร้อมฐาน  ๒๒๘  เซนติเมตร พระเนตร มุก ดวงตา นิล  ศิลปะรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  พ.ศ.2368ประดิษฐานที่วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

2.พระประธานประจำอุโบสถ(หลังเดิม)
          เป็นพระพุทธรูป  ปางขัดสมาธิ  ศิลปะเชียงแสน  ปั้นด้วยปูน หน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ สูงประมาณ 1.50 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยทางวัดได้จัดสร้างขึ้นมาเองโดยอาศัยแรงศรัทธาจากชาวบ้านช่วยกันบริจาคทรัพย์ในการสร้าง

3. พระประธานประจำอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ (หลังใหม่)
          เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ศิลปะสุโขทัย  เนื้อโลหะลงรักปิดทองขนาดหน้าตัก 4 ศอก 9นิ้ว  สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2540 จัดสร้างโดย พระมงคลสิทธิการ (หลวงพ่อพูล)

4.ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างวิหาร ประดิษฐานสังขารหลวงพ่อพูล
          พุทธศิลป์ สถาปัตยกรรมไทย ยอดทรงมณฑป หลังคาจัตุรมุข ซ้อน 2 ชั้น มี คอสอง แกะสลักลวดลายลงรักปิดทอง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตรงเชิงชายของหลังคาและชายคา มีปีกนกทุกด้าน ประดับด้วย กระจัง ลงรักปิดทอง และบริเวณหน้าบัน ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ “มวก”   ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร    และอักษรพระนามย่อ “ศร”ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์  พระวรชายา   อักษรพระนามย่อ “พภ” ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา    อักษรพระนามย่อ “สร” ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์  อักษรพระนามย่อ “ทป” ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ประดิษฐานเพื่อความเป็นสิริมงคล

 


          ในอดีตมีพระเดชพระคุณ พระมงคลสิทธิการ (พูล อตฺตรกฺโข)   ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม  เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2492  มรณภาพวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2548

          ปัจจุบันมีพระเดชพระคุณ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ทายาทศิษย์เอกหลวงพ่อพูล ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดไผ่ล้อม และประธานมูลนิธิหลวงพ่อพูล อีกด้วย

 


เกี่ยวกับวัดไผ่ล้อม




ผู้เข้าชมเว็บไซต์


วันนี้ 130 คน
เมื่อวาน 387 คน
เดือนนี้ 5,441 คน
ปีนี้ 119,316 คน
กำลังออนไลน์ 1 คน

โทรศัพท์. 085-4156464, 061-7826264
E-mail : watpailom2515@hotmail.com